LOGIN

อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ทีมอาจารย์ของสถาบัน

     ลิงค์โรงเรียนต่างๆ
เตรียมพร้อมเข้าสู่ปีกุน : สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำรับปี 62

สวัสดีค่ะ....อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงปีใหม่ 2562 กันแล้ว ตามปีนักษัตรไทย ก็คือ ปีกุน คนไทยเรามีความเชื่อในเรื่องต่างๆตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เช่น ความเชื่อเรื่องโชคลาง การตั้งชื่อที่เป็นมงคล และอื่นๆ วันนี้ จึงอยากจะบอกเล่าความเชื่อที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับวันปีใหม่มาฝากกัน ซึ่งเชื่อว่าหากใครปฏิบัติสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรื่องตลอดทั้งปี หรือสิ่งใดควรหลีกเลี่ยง ถ้าเช่นนั้นลองไปดูกันคะว่าสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในวันขึ้นปีใหม่จะมีอะไรกันบ้าง 


            สิ่งที่ควรทำ
1. ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ
2. เข้าวัดทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรมหรือฟังพระธรรมเทศนา เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส
3.
ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำมาตลอดทั้งปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าเพียงใด หากมีสิ่งคั่งค้างก็ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง แต่หากใครมีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกับผู้ใด ก็ให้ถือโอกาสนี้ให้อภัยซึ่งกันและกัน เริ่มสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี
4.
ในวันทำงานสุดท้ายของปี หัวหน้าและพนักงานควรพูดแสดงความรู้สึกขอบคุณในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ส่วนใครที่งานกองเต็มโต๊ะคงต้องเร่งสะสางให้เรียบร้อยก่อนหยุดสิ้นปี รวมทั้งจัดโต๊ะทำงานเก่าให้
เหมือหม่ สะอาดสะอ้านน่าใช้งานต้อนรับปีใหม่

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง!!

1. ควรหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านในวันที่ 1 ม.ค. เนื่องจากการทำงานบ้านเช่น การซักล้างหรือการปัดกวาดเช็ดถู จะเป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดทุกอย่างควรเสร็จสิ้นภายสิ้นปีเท่านั้น
2. ไม่ควรสระผมหรือในวันสิ้นปีและวันเริ่มต้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผม ถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่กำลังจะมาถึงในศักราชใหม่เเละการตัดผมก็ควรดูเวลาที่เหมาะสม

3.ไม่ควรใช้ของมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือที่ตัดเล็บ เป็นต้น เพราะการกระทำของของมีคม ถือเป็นการตัดอนาคตที่ดีที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน

4. ควรระมัดระวังการใช้คำพูดในเชิงลบ หลีกเลี่ยงการโต้เถียง หรือ คำพูดที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยหรือความตาย

5. หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมงานศพ หรือ การฆ่าสัตว์

6. ควรระมัดระวังการทำสิ่งของตกแตก อาจหมายถึงการนำโชคร้ายเข้ามาในอนาคต

ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องใช้วิจารณญาณ แต่อย่างไรก็ดี หากเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีสติในการดำเนินชีวิตเชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอนค่ะ โชคดีรับปีหมูกันทุกคนนะคะ J

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Postsod.com และ gangbeauty.com

 




ตอนที่ 9.1 โวหารภาพพจน์

       "ความรักเหมือนยาขม" คงเคยได้ยินประโยคนี้กันนะคะ ไม่ได้อกหักรักคุดอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่จะบอกว่า ที่เขาว่าคนไทยเป็นคนเจ้าสำบัดสำนวน คงจะจริงนะคะ เพราะเรามีสำนวน โวหารให้ได้เลือกใช้กันหลากหลาย บางครั้งใช้เพียงโวหารเดียวก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้ชัดเจน ครบถ้วน ลองดูตัวอย่างการใช้โวหารกันนะคะ

๑. อุปมา  ( Simile)
อุปมา    คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำเชื่อมที่มี ความหมายเช่นเดียวกับ คำว่า  " เหมือน "  เช่น     ดุุจ  ดั่ง  ราว  ราวกับ   เปรียบ   ประดุจ    เฉก   เล่ห์   ปาน   ประหนึ่ง  เพียง    เพี้ยง    พ่าง    ปูน  ฯลฯตัวอย่างเช่น
ปัญญาประดุจดังอาวุธ                              ไพเราะกังวานปานเสียงนกร้อง          

ท่าทางหล่อนราวกับนางพญา                          จมูกเหมือนลูกชมพู่  

             
                    สูงระหงทรงเพรียวเรียวลูด              งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแต่หัวจรดเท้าขาวแต่ตา                   สองแก้มกัลยาดังลูกยอ                        
คิ้วก่งดังก่งเขาดีดฝ้าย                            จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ    
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ                       ลำคอโตตันสั้นกลม
สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว                                โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม
เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม                 มันน่าเชยน่าชมนางเทวี  (จากเรื่องระเด่นลันได)        
      
 
๒. อุปลักษณ์  ( Metaphor )
อุปลักษณ์  ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน แต่เป็นการเปรียบเทียบ สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
อุปลักษณ์จะไม่กล่าวโดยตรงเหมือนอุปมา แต่ใช้วิธีกล่าวเป็นนัย  ให้เข้าใจเอาเอง  ที่สำคัญ  อุปลักษณ์จะไม่มีคำเชื่อมเหมือนอุปมา
ตัวอย่างเช่น
ขอเป็นเกือกทองรองบาทา    ไปจนกว่าชีวันจะบรรลัย
ทหารเป็นรั้วของชาติ
เธอคือดอกฟ้าแต่ฉันนั้นคือหมาวัด
เธอเป็นดินหรือเธอเป็นหญ้าแท้จริงมีค่ากว่าใครนิรันดร์
ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ครูคือแม่พิม์ของชาติ
ชีวิตคือการต่อสู้     ศัตรูคือยากำลัง

 

 


๓. ปฏิพากย์  ( Paradox )
                 ปฏิพากย์ หรือ ปรพากย์  คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าว อย่างกลมกลืนกันเพื่อเพิ่มความหมายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น   เลวบริสุทธิ์   บาปบริสุทธิ์  สวยเป็นบ้า  สวยอย่างร้ายกาจ  

 สนุกฉิบหาย  สวรรค์บนดิน   ยิ่งรีบยิ่งช้า   น้ำร้อนปลาเป็น   น้ำเย็นปลาตาย
 
๔. อติพจน์    (  Hyperbole )    
                 อติพจน์ หรือ อธิพจน์  คือโวหารที่กล่าวเกินความจริง เพื่อเน้นความรู้สึก ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด  เพราะเป็นการกล่าวที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายและแสดงความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน   
                 ตัวอย่างเช่น   คิดถึงใจจะขาด   คอแห้งเป็นผง  ร้อนตับจะแตก   หนาวกระดูกจะหลุด  การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า คิดถึงเธอทุกลมหายใจเข้าออก  
                ในกรณีที่ใช้โวหารต่ำกว่าจริงเรียกว่า  "อวพจน์"
ตัวอย่างเช่น   เล็กเท่าขี้ตาแมว   เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว  รอสักอึดใจเดียว


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆบางส่วนจาก https://blog.eduzones.com/jipatar/85861

โพสต์เมื่อ 14 ก.พ. 59

ดอกแก้ว


 topgeniusclub.com 
Call Center 086-3037969

 
เว็บสำเร็จรูป
×