LOGIN

อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ทีมอาจารย์ของสถาบัน

     ลิงค์โรงเรียนต่างๆ
facebook
รับมือกับนักเรียนยุค Generation Alpha

นักเรียนยุค Generation Alpha ความท้าทายใหม่ในโลกการศึกษา

คุณเป็นคนที่อยู่ใน Generation ไหนกัน

          Generation คือการแบ่งกลุ่มประชากรตามหลักประชากรศาสตร์ โดยอิงจากลักษณะนิสัย  แนวคิด วิถีชีวิต และช่วงอายุที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งในปัจจุบัน ถ้านับเฉพาะกลุ่มประชากร ที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในยุคสมัย เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่คือ

กลุ่ม Baby Boomer  (Generation B)

          คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2489 – 2507 เป็นยุคที่มีอัตราการเกิดมาก เพราะเป็นช่วงหลังสงคราม และแต่ละประเทศต้องการแรงงานในการพัฒนาประเทศ จึงมีการสนับสนุนให้ประชาชนแต่งงานและมีบุตร โดยคนในกลุ่มนี้จึงทุ่มเทกับการทำงาน  เคร่งครัดต่อกฎระเบียบและประเพณี มีความอนุรักษ์นิยม และมองว่าระเบียบในสังคมนั้นมีความสำคัญ เนื่องจากเคยผ่านความทุกข์ยากมาก่อน ปัจจุบันประชากรในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุทั้งหมด

กลุ่ม Generation X

          คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508-2523 เป็นยุคที่สังคมโลกส่วนใหญ่มีความสงบและมั่นคง จึงทำให้คนในยุคนี้มีความผ่อนคลายมากขึ้น แต่กลับประสบปัญหาเรื่องทรัพยากรเนื่องจากการเกิดของประชากรที่มากผิดปกติ จึงทำให้ยุคนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการคุมกำเนิด ส่งผลให้คนในยุคนี้มีบุตรน้อยลงและแต่งงานช้า ให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวพอ ๆ กับการทำงาน ชอบทำงานคนเดียว มีความคิดของตัวเอง ใช้ทักษะในการทำงานมากขึ้น  และด้วยความอยู่ในยุคที่เริ่มมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้ไม่ชอบพิธีรีตองและผ่อนปรนในเรื่องจารีตประเพณีหลายอย่าง ปัจจุบันกำลังอยู่ในวัยกลางคนและย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

กลุ่ม Generation Y

          คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2537 เป็นประชากรที่เกิดในยุคของที่เริ่มมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และเป็นโลกดิจิตอลเต็มรูปแบบ และจากผลของการคุมกำเนิด ทำให้ครอบครัวมีญาติพี่น้องน้อย เป็นยุคที่ได้รับการศึกษาที่ดี และมีการเติบโตของโลกออนไลน์และเทคโนโลยี จึงมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการทำงานและดำเนินชีวิตค่อนข้างมาก มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าวิธีการ  เป็นตัวของตัวเองสูง มีอิสระทางความคิด ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม ชอบทำงานที่ไม่เคร่งครัดในกฏระเบียบ ปัจจุบันคือประชากรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเป็นกลุ่มที่เป็นแรงงานในระบบการทำงานทั้งหมด

กลุ่ม Generation Z

          คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2538-2552  เป็นยุคที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ ทำให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ให้ความสำคัญโซเชีบลมีเดีย รับรู้ข่าวสารได้เร็ว ให้ความสำคัญกับตัวเอง ไม่ชอบการรอคอย มีความมั่นใจในตัวเองสูง ชอบโชว์ชอบแสดงออก เพราะมีสื่ออยู่ในมือ และมักจะอ้างอิงทุกอย่างจากสถิติ ปัจจุบันกลุ่มนี้คือเยาวชนและวัยรุ่นที่กำลังเริ่มออกสู่ระบบแรงงาน

กลุ่ม Generation Alpha

          คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2553 เป็นต้น เป็นกลุ่มที่เกิดมาในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลงทำให้กลุ่ม Generation Alpha จะเป็นศูนย์กลางของครอบครัว และเป็นเหตุผลหลักในการใช้จ่ายของพ่อแม่ มีความคิดเป็นของตัวเอง และยอมรับในความหลากหลายซึ่งมาจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ปัจจุบันกลุ่มนี้คือเด็กและเยาวชน ที่กำลังก้าวเข้าสู๋ระบบการศึกษา

          สำหรับในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตอนนี้วัยเรียนประกอบด้วยกลุ่มเด็กที่อยู่ในช่วงของ Generation Z และ Generation Alpha ซึ่งทั้งสอง Generation มีความคล้ายคลึงกันคือการให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ สำหรับ Generation Z เนื่องจากเป็นที่เข้ามาในระบบการศึกษามาพอสมควรแล้ว ทำให้ปัจจุบันมีรูปแบบของการศึกษาที่เหมาะสมรองรับพอสมควร แต่สำหรับ Generation Alpha เราอาจต้องมาค้นหาแนวการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกันใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและสถานการณ์

          รูปแบบของการศึกษาในยุค Generation Alpha นั้น การศึกษาจะมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น คือมีความเฉพาะบุคคลและเฉพาะทาง โดยพวกเขาสามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้จากโลกออนไลน์ตามความสนใจโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้แค่ในห้องเรียน ซึ่งถ้าตามแนวคิดนี้ การศึกษาแบบ Home school จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้ตามความสนใจของแต่ละบุคคลแล้ว ผู้ปกครองยังรู้สึกเบาใจเพราะเด็กจะไม่ได้รับผลกระทบที่ไม่เหมาะสมจากระบบโรงเรียน แต่อย่างไรก็ดี แม้รูปแบบการศึกษาจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องพบเจอสำหรับเด็กใน Generation นี้ เช่น โรคสมาธิสั้นเทียมที่เกิดจาการใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เหมาะสม หรือการมีศีลธรรมบกพร่อง อันเป็นผลจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองหรือชี้แนะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณครูจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างเหมาะสม

สำหรับการสอนเด็ก Generation Alpha  รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก Generation นี้ไว้ เป็นแนวทางแบบบันได 3 ขั้น ซึ่งสามารถอธิบายในเชิงของการส่งเสริมด้านการเรียนการสอนได้ดังนี้

          ขั้นที่ 1 รับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกของเด็ก คุณครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตัวเองต่อเหตุการณ์หรือเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้ได้ทราบถึงสิ่งที่นักเรียนรู้หรือความรู้สึกของนักเรียนต่อเหตุการณ์นั้น ๆ

          ขั้นที่ 2 สะท้อนความรู้สึกของเราเอง หลังจากที่นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นแล้ว คุณครูต้องสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองลงไปประกอบด้วย เพื่อให้นักเรียนได้พิจารณาเปรียบเทียบและเลือกเฟ้นหาแนวทางที่เหมาะสมด้วยตัวของนักเรียนเอง

          ขั้นที่ 3 ให้โจทย์ปัญหาแก่เด็กได้ลองคิด และแก้ไขจากมุมของตัวเด็กเอง สิ่งนี้คือแบบฝึกหัด เมื่อนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกของตัวเองควบคู่กับการสะท้อนของครูแล้ว การให้โจทย์ปัญหาหรือเหตุการณ์สมมุติง่าย ๆ จะช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดและพิจารณาด้วยตัวเองจากองค์ความรู้ที่ม

นอกจากนี้ ผู้เขียนมองว่ายังมีทักษะและองค์ความรู้สำคัญที่ควรสอดแทรกไว้ในเนื้อหาหลักสูตรเรียน เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับนักเรียนในยุค Generation Alpha  ซึ่งพิจารณาจากองค์ความรู้สำคัญ  2  เรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน นั้น คือ เรื่องของ ทักษะ EF (Executive Functions) และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งคุณครูสามารถส่งเสริมนักเรียนได้ดังนี้

          - ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างเป็นกระบวนการ มีวิจารณญาณ รู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และเน้นให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยเพิ่มเติมความรู้ในโลกความเป็นจริง เพื่อให้เกิดแนวคิดที่เป็นไปได้

          - ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิต มีจิตสาธารณะ รักความยุติกรรม และให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม

          - ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์  และรู้เท่าทันสื่อ

          - ส่งเสริมให้นักเรียนทำความเข้าใจและรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง    ที่รวดเร็วและไม่แน่นอน

          - ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางภาษาที่เหมาะสม สามารถใช้ประโยชน์และสื่อสารได้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่น ๆ ตามความสนใจ

          - ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และเน้นการทำงานแบบร่วมมือ

เมื่อคลื่นลูกใหม่อย่าง Generation Alpha กำลังก้าวเข้ามาสู่ระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ  Generation Alpha ควบคู่การส่งเสริมตามแนวทางของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างเหมาะสม จะช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาและเติบโตขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ และจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

 

แหล่งข้อมูล

https://www.trueplookpanya.com/

มาดูกัน... คน 8 เจเนอเรชั่น คุณอยู่ในกลุ่มไหนนะ?. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2562

ทำความรู้จักวิธีเลี้ยงลูกในยุค เจน อัลฟ่า (Gen Alpha). สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2562

ทำความรู้จักเด็กยุค Generation Alpha. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2562




สวัสดีค่ะ....อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงปีใหม่ 2562 กันแล้ว ตามปีนักษัตรไทย ก็คือ ปีกุน คนไทยเรามีความเชื่อในเรื่องต่างๆตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เช่น ความเชื่อเรื่องโชคลาง การตั้งชื่อที่เป็นมงคล และอื่นๆ วันนี้ จึงอยากจะบอกเล่าความเชื่อที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับวันปีใหม่มาฝากกัน ซึ่งเชื่อว่าหากใครปฏิบัติสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรื่องตลอดทั้งปี หรือสิ่งใดควรหลีกเลี่ยง ถ้าเช่นนั้นลองไปดูกันคะว่าสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในวันขึ้นปีใหม่จะมีอะไรกันบ้าง 


            สิ่งที่ควรทำ
1. ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ
2. เข้าวัดทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรมหรือฟังพระธรรมเทศนา เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส
3.
ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำมาตลอดทั้งปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าเพียงใด หากมีสิ่งคั่งค้างก็ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง แต่หากใครมีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกับผู้ใด ก็ให้ถือโอกาสนี้ให้อภัยซึ่งกันและกัน เริ่มสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี
4.
ในวันทำงานสุดท้ายของปี หัวหน้าและพนักงานควรพูดแสดงความรู้สึกขอบคุณในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ส่วนใครที่งานกองเต็มโต๊ะคงต้องเร่งสะสางให้เรียบร้อยก่อนหยุดสิ้นปี รวมทั้งจัดโต๊ะทำงานเก่าให้
เหมือหม่ สะอาดสะอ้านน่าใช้งานต้อนรับปีใหม่

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง!!

1. ควรหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านในวันที่ 1 ม.ค. เนื่องจากการทำงานบ้านเช่น การซักล้างหรือการปัดกวาดเช็ดถู จะเป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดทุกอย่างควรเสร็จสิ้นภายสิ้นปีเท่านั้น
2. ไม่ควรสระผมหรือในวันสิ้นปีและวันเริ่มต้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผม ถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่กำลังจะมาถึงในศักราชใหม่เเละการตัดผมก็ควรดูเวลาที่เหมาะสม

3.ไม่ควรใช้ของมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือที่ตัดเล็บ เป็นต้น เพราะการกระทำของของมีคม ถือเป็นการตัดอนาคตที่ดีที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน

4. ควรระมัดระวังการใช้คำพูดในเชิงลบ หลีกเลี่ยงการโต้เถียง หรือ คำพูดที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยหรือความตาย

5. หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมงานศพ หรือ การฆ่าสัตว์

6. ควรระมัดระวังการทำสิ่งของตกแตก อาจหมายถึงการนำโชคร้ายเข้ามาในอนาคต

ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องใช้วิจารณญาณ แต่อย่างไรก็ดี หากเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีสติในการดำเนินชีวิตเชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตอย่างแน่นอนค่ะ โชคดีรับปีหมูกันทุกคนนะคะ J

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Postsod.com และ gangbeauty.com

 




ตอนที่ 9.1 โวหารภาพพจน์

       "ความรักเหมือนยาขม" คงเคยได้ยินประโยคนี้กันนะคะ ไม่ได้อกหักรักคุดอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่จะบอกว่า ที่เขาว่าคนไทยเป็นคนเจ้าสำบัดสำนวน คงจะจริงนะคะ เพราะเรามีสำนวน โวหารให้ได้เลือกใช้กันหลากหลาย บางครั้งใช้เพียงโวหารเดียวก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้ชัดเจน ครบถ้วน ลองดูตัวอย่างการใช้โวหารกันนะคะ

๑. อุปมา  ( Simile)
อุปมา    คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำเชื่อมที่มี ความหมายเช่นเดียวกับ คำว่า  " เหมือน "  เช่น     ดุุจ  ดั่ง  ราว  ราวกับ   เปรียบ   ประดุจ    เฉก   เล่ห์   ปาน   ประหนึ่ง  เพียง    เพี้ยง    พ่าง    ปูน  ฯลฯตัวอย่างเช่น
ปัญญาประดุจดังอาวุธ                              ไพเราะกังวานปานเสียงนกร้อง          

ท่าทางหล่อนราวกับนางพญา                          จมูกเหมือนลูกชมพู่  

             
                    สูงระหงทรงเพรียวเรียวลูด              งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแต่หัวจรดเท้าขาวแต่ตา                   สองแก้มกัลยาดังลูกยอ                        
คิ้วก่งดังก่งเขาดีดฝ้าย                            จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ    
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ                       ลำคอโตตันสั้นกลม
สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว                                โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม
เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม                 มันน่าเชยน่าชมนางเทวี  (จากเรื่องระเด่นลันได)        
      
 
๒. อุปลักษณ์  ( Metaphor )
อุปลักษณ์  ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน แต่เป็นการเปรียบเทียบ สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
อุปลักษณ์จะไม่กล่าวโดยตรงเหมือนอุปมา แต่ใช้วิธีกล่าวเป็นนัย  ให้เข้าใจเอาเอง  ที่สำคัญ  อุปลักษณ์จะไม่มีคำเชื่อมเหมือนอุปมา
ตัวอย่างเช่น
ขอเป็นเกือกทองรองบาทา    ไปจนกว่าชีวันจะบรรลัย
ทหารเป็นรั้วของชาติ
เธอคือดอกฟ้าแต่ฉันนั้นคือหมาวัด
เธอเป็นดินหรือเธอเป็นหญ้าแท้จริงมีค่ากว่าใครนิรันดร์
ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ครูคือแม่พิม์ของชาติ
ชีวิตคือการต่อสู้     ศัตรูคือยากำลัง

 

 


๓. ปฏิพากย์  ( Paradox )
                 ปฏิพากย์ หรือ ปรพากย์  คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าว อย่างกลมกลืนกันเพื่อเพิ่มความหมายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น   เลวบริสุทธิ์   บาปบริสุทธิ์  สวยเป็นบ้า  สวยอย่างร้ายกาจ  

 สนุกฉิบหาย  สวรรค์บนดิน   ยิ่งรีบยิ่งช้า   น้ำร้อนปลาเป็น   น้ำเย็นปลาตาย
 
๔. อติพจน์    (  Hyperbole )    
                 อติพจน์ หรือ อธิพจน์  คือโวหารที่กล่าวเกินความจริง เพื่อเน้นความรู้สึก ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด  เพราะเป็นการกล่าวที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายและแสดงความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน   
                 ตัวอย่างเช่น   คิดถึงใจจะขาด   คอแห้งเป็นผง  ร้อนตับจะแตก   หนาวกระดูกจะหลุด  การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า คิดถึงเธอทุกลมหายใจเข้าออก  
                ในกรณีที่ใช้โวหารต่ำกว่าจริงเรียกว่า  "อวพจน์"
ตัวอย่างเช่น   เล็กเท่าขี้ตาแมว   เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว  รอสักอึดใจเดียว


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆบางส่วนจาก https://blog.eduzones.com/jipatar/85861

โพสต์เมื่อ 14 ก.พ. 59

ดอกแก้ว


 

 topgeniusclub.com 
Call Center 094-491-5269, 086-303-7969

 
เว็บสำเร็จรูป
×