LOGIN

อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ทีมอาจารย์ของสถาบัน

     ลิงค์โรงเรียนต่างๆ
English ฮิตกัน!!!

      Happy New Year !!! นะคะทู๊กคนนนน ปีใหม่ ปีหมู ขอให้ทุกคนพบเจอแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตนะคะ ^^

เรามาต่อกันด้วยสำนวนภาษาอังกฤษของเราดีกว่าโน๊ะ มีคำมาเพิ่มอีกแล้วว

21. Ask for trouble – หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว แส่หาเรื่อง

22. Back and forth – ไปๆ มาๆ เดินกลับไปกลับมา

23. Be concerned about – เป็นห่วง กังวลเกี่ยวกับ

24. Be fond of – ชอบ ชื่นชอบ โปรดปราน

25. Be in charge of – ดูแล รับผิดชอบ

26. Be in the same boat – ลงเรือลำเดียวกัน ประสบปัญหาหรือความยุ่งยากเหมือนกัน

27. Be mad at – โกรธ

28.  Be my guest – ตามสบายเลย เชิญตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ

29. Be on a diet  / go on a diet – กำลังลดน้ำหนัก (ด้วยการคุมอาหาร)

30. Be out of order – เสีย ใช้การไม่ได้ ไม่เข้าท่า ไม่เป็นระเบียบ


                                                                    By me ( English Teacher ) 


ขอบคุณข้อมูลดีๆ www.lifestyle.campus-star.com




ใกล้จะ Merry Christmas!!! แล้วนะค๊าาทุกคนนน มีโปรแกรมจะไปเที่ยวปีใหม่ที่ไหนกันหรือยังจ๊ะ

ถ้าจะไปเที่ยวไหนก็ขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนนะคะ

    วันนี้ครูจะมาพูดถึงสำนวนภาษาอังกฤษต่อจากคราวที่แล้วกันนะคะ มีคำอะไรเพิ่มบ้าง มาอ่านกันเลยจ้าา

 

11. A great deal – จำนวนมาก มากมาย

12. After all – อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

13. After one’s own heart – ได้ดังใจ สมใจคิด ถูกใจจริงๆ

14. Aim at – เล็ง(ปืน)ไปที่ มุ่งหมายเพื่อ มุ่งไปยัง มุ่งมั่นเพื่อ ตั้งเป้า เล็ง เพ่งมอง

15. All over the place – ทั่วทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง กระจัดกระจาย เกลื่อน

16. Around the corner – อยู่ใกล้ๆ อยู่ไม่ไกล ใกล้เข้ามาแล้ว

17. As a matter of fact – อันที่จริง ตามที่จริง จริงๆ แล้ว

18. As far as I am concerned – ตามความเห็นของฉัน ตามความคิดฉัน เท่าที่ทราบ

19. Ask after –  ถามถึง ถามสารทุกข์สุกดิบ ไปเยี่ยมเยียนถามอาการ ทักทายปราศรัย

20. A dead end- หมดหวัง, ภาวะที่ไร้ความหวัง


                                                                             By me ( English Teacher ) 


ขอบคุณข้อมูลดีๆ www.lifestyle.campus-star.com



มีบางครั้งไหมคะ ที่เราพูดคุยกับคนต่างชาติ แล้วเราไม่เข้าใจในประโยคหรือสำนวนที่เขาพูด อาจเป็นเพราะสำนวนบางอย่าง

เราไม่เคยได้ยินหรือเรียนรู้มาก่อน จึงทำให้การสื่อสารมีความผิดพลาดหรือไม่เข้าใจกัน

ในวันนี้ ครูจะมาแนะนำประโยคที่เป็นที่เป็นสำนวนภาษาอังกฤษให้เด็กๆได้รู้จักกันนะคะ

                                                        Idioms สำนวนภาษาอังกฤษ

1. head in the clouds

หมายถึง เพ้อฝัน,ไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง, อยู่ในโลกแห่งความฝัน

2. heart in your mouth

หมายถึง  อาการประหม่า ตื่นเต้น ทำตัวไม่ถูก  (ประมาณว่าตื่นเต้นตอนพูดบนเวที หรือตอนออกไปพูดหน้าห้องเรียน)

3. hold your horses

ไม่ได้หมายถึง จับม้าเอาไว้นะคะ ในสำนวนภาษาอังกฤษนี้ หมายถึงว่า  เดี๋ยวก่อน แปบนึงก่อน 

เพราะม้าคือตัวแทนของความเร็วค่ะ เค้าเลยเปรียบเปรยว่า จับม้าของคุณไว้ก่อน

4. kick the bucket

แปลตรงๆ คือ เตะถัง แต่เมื่อกลายเป็นสำนวน Kick the bucket แปลว่า ตาย

5. dead as a doornail

หมายถึง ลาโลกไปแล้วไม่ต้องสงสัย (ถ้าจะบอกว่าตายแหงแก๋ ฝรั่งเขาเปรียบไว้กับคำว่า ตะปูที่ตอกตรึงประตู ที่เรียกว่า door nail )

6. Bob’s your uncle.

หมายถึง ง่ายๆ แค่นั้นเอง, เท่านั้นแหละ, เรียบร้อย (สำนวนนี้จะไว้ใช้ ตอนนี้เราต้องการบอกว่า สิ่งที่เราจะทำนั้นมันง่ายมากๆ ทำได้แน่นอน ไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว)

7. blue in the face

หมายถึง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้ว (เหมือนเวลาที่พูดอะไรซ้ำๆ เดิมๆ หรือเจอสถานการณ์ที่พูด อธิบายอะไรไป แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ฟัง หรืออาจจะฟังแต่ไม่เกิดปฏิกิริยาตอบกลับ จนทำให้เราเพลียที่จะพูดอะไรซ้ำๆ เดิมๆ )

8. a storm in a teacup

หมายถึง เรื่องขี้ปะติ๋ว, เรื่องเล็กน้อย ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ (คนที่ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้บานปลาย)
(
สำนวนนี้ใช้กันในหมู่คนอังกฤษ คนออสเตรเลีย)

9.”as cool as a cucumber”

หมายถึง คนที่ใจเย็นมากๆ

10. a piece of cake

หมายความว่า เรื่องหมูๆ ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

 

                                                   By me ( English Teacher ) 


ขอบคุณข้อมูลดีๆ www.lifestyle.campus-star.com




สำนวนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (ตอนที่ 3)

สวัสดีค่ะ เรามาเรียนสำนวนที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวันในตอนที่ 3 กันต่อเลยนะคะ

เราจะเจอสำนวนที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร C และ D ค่ะ     

1.     Calm down, please   แปลว่า  ใจเย็นๆ

2.     Come on!    แปลว่า   เร็วเข้า

3.     Call me   แปลว่า  โทรหาฉันนะ

4.     Can I try it on?  แปลว่า  ฉันของลองสวมได้ไหมคะ/ครับ

5.     Certainly    แปลว่า  แน่นอน

6.     Done?  แปลว่า  เสร็จรึยัง

7.     Down it!  แปลว่า  หมดแก้ว!

8.     Do you feel any better?   แปลว่า  คุณรู้สึกดีขึ้นแล้วหรือยัง

9.     Don’t do that    แปลว่า  อย่าทำอย่างนั้น

10.  Don’t worry    แปลว่า  ไม่ต้องห่วง / ไม่ต้องกังวล

ในสัปดาห์นี้เด็กได้เรียนรู้สำนวนเพิ่มขึ้นอีก 10 สำนวนนะคะ คราวหน้าเราจะเจอสำนวนที่น่าสนใจเกี่ยวกับสำนวนที่ขึ้นต้นด้วย

ตัวอักษร E และ F กันนะคะ

Bye Bye

                                                            By me ( English Teacher )

 

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ : www.englishbychris.com

 


สำนวนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (ตอนที่ 2)

สวัสดีค่ะ กลับมาเจอกันอีกแล้วนะคะ เรามาเรียนสำนวนที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวันในตอนที่ 2 กันเลยนะคะ

เราจะเจอสำนวนที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A และ B ค่ะ     


1.     A lot of people don’t like it   แปลว่า  มีผู้คนมากมายไม่ชอบสิ่งนี้

2.     Almost there   แปลว่า   ใกล้ถึงแล้ว

3.     Anyways, speak to you again soon  แปลว่า  ยังไงก็ไว้ค่อยคุยกันใหม่

4.     Ask that person for the time  แปลว่า  ถามคนนั้นว่า ตอนนี้กี่โมงแล้ว

5.     At least nobody got hurt   แปลว่า  อย่างน้อยก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

6.     Awesome! Let’s go!  แปลว่า  สุดยอด ไปกันเถอะ

7.     Be careful driving  แปลว่า  โปรดระมัดระวังขณะขับรถ

8.     Be quiet  แปลว่า  กรุณาอย่าส่งเสียงดัง

9.     Bear in mind   แปลว่า  จำไว้นะ

10. Back up    แปลว่า  ถอยหลัง

สำหรับสัปดาห์นี้ครูให้เด็กๆไปหัดใช้เพิ่มอีก 10 ประโยคนะจ๊ะ ไว้คราวหน้า เราจะเจอสำนวนที่น่าสนใจกันต่อไปจ้ะ


Bye Bye

                                                              By me ( English Teacher )

 

 ขอบคุณข้อมูลดีๆ : www.englishbychris.com




สำนวนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (ตอนที่ 1)

สวัสดีค่ะเด็กๆ ^^ สำหรับคอลัมน์ภาษาอังกฤษของเรา ครูมีสำนวนที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวันมาแนะนำกันนะคะ

เราจะเริ่มจากสำนวนที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A ก่อนเลยค่ะ     

1.     About 10 people will come. แปลว่า มีประมาณ 10 คนที่จะมา

ภาษาอังกฤษ จะนิยมเขียนหรือพูดจำนวนหรือตัวเลขไว้หน้าคำนาม (Noun)

2.     All of it  แปลว่า   ทั้งหมด

3.     And you? แปลว่า  แล้วคุณหล่ะ

4.     Anything else?  แปลว่า  มีอะไรอีกไหม

5.     Are you busy?   แปลว่า  คุณยุ่งใช่ไหม

6.     As soon as possible  แปลว่า    เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.     At 3 o’clock   แปลว่า   เวลา 3 นาฬิกา  (ในภาษาอังกฤษ เมื่อจะบอกเวลาที่เป็นชั่วโมงเฉพาะ จะใช้ at นำหน้า

เวลา และใช้คำว่า o’clock บอกชั่วโมงนั้นๆค่ะ)

8.     Admit it  แปลว่า  ยอมรับมาสิ

9.     A few times   แปลว่า  2-3 ครั้ง

10.                         Again please   แปลว่า  อีกครั้ง

สำหรับสัปดาห์นี้ครูให้เด็กๆไปหัดใช้มาก่อนสัก 10 ประโยคนะจ๊ะ ไว้คราวหน้า เราจะเจอสำนวนที่น่าสนใจต่อกันอีก

Bye Bye

                                                            By me ( English Teacher )

 

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ : www.englishbychris.com


คำตอบสุดเจ๋ง เมื่อตอบคำถาม How are you?”

         ปกติเราก็จะตอบรับแบบง่ายๆ ว่า"I'm fine" สำหรับคำถาม How are you?”  บางครั้งก็ฟังดูน่าเบื่ออีกต่างหาก แต่ถ้าเรากำลังคุยกับคนที่เราไม่อยากจะคุยด้วยมากนัก เราสามารถตอบคำถามนี้แบบพลิกแพลงและน่าสนใจได้หลายวิธี บางวิธีก็แสดงให้เห็นถึงบุคลิกหรือความรู้ความสามารถบางอย่างของตัวบุคคล ซึ่งอาจสร้างความประทับใจเล็กๆให้กับผู้ถามได้อีกด้วย


ครูจึงได้นำคำตอบที่มีความหมายว่า "สบายดี" มาให้เด็กๆได้รู้กันนะคะ เพราะหากคนที่ถามเราว่า "สบายดีไหม?" เป็นคนที่เราไม่รู้จัก หรือไม่สนิทคุ้นเคยด้วย เราก็คงไม่อยากจะมานั่งแจกแจงหรือระบายให้คนไม่รู้จักฟังว่าเรามีปัญหาอะไรอยู่แน่ๆ


ถ้าเราจะพูดว่า ยอดเยี่ยมไปเลย! เราสามารถตอบสั้นๆง่ายๆเป็นภาษาอังกฤษได้หลากหลายคำ ดังนี้


— Great!


— Super!


— Fantastic!


— Awesome!


— Amazing!


— Wonderful!


— Incredible!


— Terrific!


— Outstanding!


— Spectacular!


— Fabulous!


ตอบว่า "สบายดี" แบบเป็นประโยค


— Every day is better and better.
         ดีขึ้นในทุกๆวัน


— Better than ever.
        ดีกว่าที่เคยรู้สึกมาเลย (รู้สึกดีสุดๆ)


— Never been better.
       ไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้มาก่อนเลย


— Could not be better.
        รู้สึกดีมากไปกว่านี้ไม่ได้ละ


— Better than yesterday, but not as good as I will be tomorrow!
        ดีกว่าเมื่อวานแล้วนะ แต่ไม่ดีไปกว่าวันพรุ่งนี้แน่ (หมายถึงพรุ่งนี้จะรู้สึกดีกว่าวันนี้อีก หรือรู้สึกดีขึ้นๆในทุกๆวันนั่นเอง)


แต่ถ้าต้องการตอบแบบกวนๆเล็กน้อย โดยใช้กับเพื่อนสนิท หรือคนรู้จักคุ้นเคยกัน เราก็พูดว่า


— From what I've heard, I am very good.
       ได้ยินมาว่าฉันสบายดีสุดๆไปเลยแหละ


— Upright and still breathing.
        ก็ยังยืนได้และยังหายใจอยู่อะ


— My lawyer says I don't have to answer that question.
       ทนายบอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้น (เป็นการล้อเลียนเหตุการณ์ที่เมื่อเกิดปัญหาและมีเรื่องถึงตำรวจ บุคคลสามารถ ว่าจ้างทนายได้ และทนายสามารถแนะนำบุคคลนั้นให้พูดหรือไม่พูดก็ได้เมื่อตำรวจถาม เพราะทุกอย่างที่บุคคลนั้นพูดจะส่งผลต่อรูปคดี)


— I can't complain... I've tried, but no one listens.
       บ่นไม่ได้หรอก ก็พยายามแล้วนะ แต่ไม่มีใครฟังสักคน


— I'd be better only if I won a lottery.
       ถ้าให้รู้สึกดีมากไปกว่านี้ก็คงเป็นตอนถูกหวยอะ


— Happier than a cat in a room full of catnip.
       รู้สึกดีกว่าแมวที่อยู่ในห้องที่เต็มไปด้วย catnip ซะอีก (catnip เป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่งที่แมวชอบมาก)


— If I were any better I'd be twins.
     ถ้ารู้สึกดีไปมากกว่านี้ ฉันก็คงมีฝาแฝดแล้วแหละ (เพราะรู้สึกดีสุดๆ และคนๆเดียวคงรู้สึกดีมากกว่านี้ไปไม่ได้ ถ้าจะให้รู้สึกดี   มากกว่าคงเป็นคน 2 คน หรือฝาแฝด)


แต่ถ้าต้องการตอบโดยใช้สำนวนหรือการเล่นคำ เราก็พูดได้ว่า


— If I were any finer, I'd be china.
   (fine
นอกจากจะมีความหมายว่า ดี แล้ว ยังหมายความว่า "บาง" และ "คุณภาพดี" ได้อีกด้วย ซึ่งใช้เรียกเครื่องลายครามเซรามิแบบบาง ในอดีตไม่มีใครสามารถทำเครื่องลายครามเซรามิกให้บางและมีคุณภาพดีได้ โดยประเทศจีนทำได้เป็นประเทศแรก จึงมียี่ห้อที่คนรู้จักกันทั่วไปว่า fine china)


— I'm fine as frog hair.
    (
เป็นสำนวนที่มีความหมายว่า "สบายดีมาก")


เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ครูเชื่อว่าเด็กๆคงมีวิธีตอบคำถาม "How are you?" หลายวิธี แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดอะไรได้ ถ้าใช้บ่อยจนหมดไอเดีย ก็สามารถหยิบเอาประโยคที่ครูนำมาสอนวันนี้ไปใช้กันดูได้ค่ะ ^^


 


ขอบคุณข้อมูลดีๆ : bestkru.com




Bonjour!

Comment-allez vous?

      อย่าเพิ่งตกใจนะคะเด็กๆ ว่าสัปดาห์นี้ครูทักทายอะไรผิดหรือเปล่า  ไม่ผิดหรอกนะคะ แต่ประโยคที่ครูพูดนั้นเป็น

ภาษาฝรั่งเศสค่ะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครูมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศในแถบยุโรปมาค่ะ หนึ่งในประเทศที่ครูได้ไป ก็คือ

ประเทศฝรั่งเศส (France) บอกได้ว่า ฟินมากค่ะ ^^ ประเทศสวยงาม รักประเทศของตนมาก จึงทำให้ใช้ภาษาฝรั่งเศส

มากกว่าภาษาอังกฤษ ดังนั้นในสัปดาห์นี้ครูจึงมีภาษาฝรั่งเศสที่น่าสนใจมาสอนเด็กๆ  โดยจะมีคำอ่านภาษาไทย

กำกับไว้ให้และมีคำแปลที่ตรงกับภาษาอังกฤษไว้ให้ด้วยนะคะ


  1. Bonjour                                           (บง   ชูค์)                                                      Hello

  2. Salut                                                (ซา  ลู)                                                          Hi

  3. Merci                                               (แม็ค   ซิ)                                                      Thank you

  4. S’il vous plait                                  (ซิล  วู   เปละ)                                               Please

  5. Au revoir                                         (โอ  เครอ  ฟัว)                                              Good bye

  6. Combien?                                       (กง  เบี๊ยง)                                                     How much?

  7. L’addition, s’il vous plait              (ลัด  ดิ  ซิ  ยง  ซิล  วู  เปละ)                           Bill, please? or Check, please?

  8. Ou sont les toilettes?                    (อุ๊  ซง  เล ตัวแล็ตเตอร์)                                Where are the toilets?

  9. Oui                                                    (อุ๋ย)                                                             Yes

  10. Non                                                   (นง)                                                              No

  11. C’est bien                                         (เซ  เบียง)                                                     It’s good

  12. Delicieux                                           (เด  ลิ  ซิ  เยอ)                                              Delicious

  13. Excusez – moi                                  (เอ๊ก  กุ  โซ  มัว)                                            Excuse me

  14. Bienvenue !                                      (เบียง  เวอ  นู)                                              Welcome

  15. Avec plaisir                                       (อะแวค  เปลซี)                                             It’s pleasure

                เป็นยังไงบ้างคะ กับประโยคภาษาฝรั่งเศส ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ครูหวังว่าเด็กๆคงจะนำไปฝึกพูดกันเยอะๆ

นะคะ ^^                                                   


                                                                                       By me ( English Teacher )








       เด็กๆเคยสงสัยบ้างไหมคะว่า ทำไมเราพูดภาษาอังกฤษบางประโยคกับชาวต่างชาติ แล้วทำไมพวกเขาจึงทำหน้ามึนงงกัน อาจจะเป็นเพราะเราพูดไม่ชัดเจน หรือเป็นเพราะเราใช้คำพูดไม่ถูกต้องกันแน่นะ เราจะมาดูกันว่า ที่ผ่านมาเราเคยใช้คำพูดเหล่านี้ไปบ้างหรือเปล่า และจริงๆแล้วเขาใช้คำไหนกัน


  1. in trend (อินเทรนด์) เรามักใช้คำนี้กันบ่อยมาก ซึ่งคำที่ถูกต้องคือคำว่า trendy หรือ fashionable

  2. over (เว่อร์) เราจะพูด เมื่อต้องการบอกว่าคนนั้นพูดหรือทำอะไรเกินจริง แต่เราควรใช้คำว่า exaggerate

  3. soundtrack เราใช้พูดเมื่อเราจะบอกว่า เราอยากดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ (I want to watch

    a soundtrack film.) ซึ่งไม่ถูกต้อง เราจะต้องบอกว่า I want to watch an English film. เพราะคำว่า

    soundtrack คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์

  4.  freshy เรามักใช้คำนี้เพื่อเรียนนักศึกษาปี 1 ที่เข้าไปในมหาวิทยาลัย ซึ่งชาวต่างชาติจะไม่เข้าใจ เขานิยมใช้

    คำว่า fresher หรือ freshman (a sophomore นศ.ปี 2/ a junior นศ.ปี 3/ a senior นศ.ปี 4)

  5. record เรามักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด หมายถึง การอัดหรือบันทึก คำนี้เป็นคำที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา

    แต่ต่างกันเพียงการเน้นเสียงหนักที่แต่ละพยางค์ คำว่า record นี้ ถ้าออกเสียงหนักที่พยางค์แรก จะแปลว่า

    แผ่นเสียงหรือสถิติ แต่ถ้าเน้นเสียงที่พยางค์ที่สอง แปลว่า อัดหรือบันทึก  ส่วนคำว่า recorder แปลว่า

    เครื่องบันทึก

  6. American share คำนี้พวกเราได้ยินและใช้กันบ่อยมาก แต่จริงๆแล้ว ผิดค่ะ!!!  เขานิยมใช้คำว่า Go Dutch

    หรือถ้าต้องการให้ใครเป็นคนจ่ายเงิน ก็พูดว่า You pay for yourself. หรือ It’s my treat this time. หรือ

    It’s on me.

  7. jam  (ขอฉันแจมด้วยคน) เราใช้คำว่า jam ในความหมายของการที่จะชวนใครไปด้วยกันไหม ที่ถูกต้องเราจะ

    ใช้คำว่า join EX. Do you want to join us?

  8. back เราใช้คำนี้เพื่อบอกว่า เขามีแบ็คดี ซึ่งเราจะหมายถึงมีคนคอยสนับสนุน ในความเป็นจริง เราต้องพูดว่า

    a backup หมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้


                                                                     By me ( English Teacher )


 


ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะคะ  :  Kon Thai






Hello! Everybody!

How have you been?   

I am very happy to see you again.

       ครูขึ้นต้นประโยคภาษาอังกฤษมาแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยนะคะว่าบางประโยคที่ครูพูดมาแปลว่าอะไร อย่างประโยคที่ครูพูดไป

  How have you been?” เป็นการถามว่า คุณสบายดีไหม ใช้เมื่อไม่ได้พบเจอกันมานานค่ะ  

    ส่วนมากเรามักนิยมใช้ประโยคคำถามว่า “How are you?” หรือ “How are you today?”

    อันที่จริงแล้ว ในภาษาอังกฤษยังมีประโยคหรือวลีต่างๆ อีกมากมาย ที่เราเองไม่เคยได้ยินหรืออาจจะเคยเห็นบ่อย แต่ไม่

ทราบความหมาย ดังนั้นครูจึงขอยกตัวอย่างวลีและคำแปลให้ทุกคนได้เรียนรู้และนำไปใช้กันนะคะ


  1. Alive as well              =       เป็นสุขสบายดี

  2. Ain’t it a shame?                =         มันน่าเสียดายไหมหล่ะ

  3. Bye for now                        =          แค่นี้ก่อนนะ

  4. Break a leg                          =          ขอให้โชคดี

  5. Be my guest                        =         อยากทำอะไรก็ทำ

  6. Be seeing you                     =         ไว้เจอกัน

  7. Bless you                             =         ขอให้หายเร็วๆ

  8. Can’t be bad                       =         ไม่เลวนะ

  9. Eat your heart out             =          อิจฉาไหมหล่ะ

  10. Easier said than done        =         พูดง่ายแต่ทำยาก

  11. Go for it                               =         เอาเลย ลองดู เต็มที่

  12. It served you right             =         สมน้ำหน้า ก็สมควรแล้ว

  13. It’s a piece of cake             =         ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

  14. Way to go                            =         ต้องอย่างนั้นสิ

  15. My lips are sealed              =         ไม่บอกใครหรอก

   วลีของเราไม่ยากเลยใช่ไหมคะ หลังจากนี้เมื่อเราไปเจอคำเหล่านี้ เด็กๆก็จะเข้าใจในสิ่งที่คนนั้นพูดนะคะ

จะได้ไม่ต้องมีเครื่องหมาย Question Mark อยู่ตรงหน้าผากอีกแล้วนะคะ ^^


                                                                      By me ( English Teacher )


 ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะคะ  :  njspellingbee





 " Congratulations " ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกคนจากทุกสถาบันนะคะ ^^ 

ตอนนี้หลายสถาบันการศึกษามีการจัดงานรับปริญญาค่ะ บัณฑิตทั้งหลายที่จบมาก็กำลัง

จะก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงานกันเพิ่มขึ้นนะคะ เย่เย่!!! 

ครูจึงขอนำเสนอชื่อคณะและวุฒิการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาให้เด็กๆได้รับรู้กันนะคะ

จะมีทั้งชื่อภาษาอังกฤษและภาษาไทยเลยค่ะ 


    ชื่อคณะในสถาบันอุดมศึกษา

1. Faculty of Agriculture                              คณะเกษตรศาสตร์

2. Faculty of Business Administration         คณะบริหารธุรกิจ

3. Faculty of Fisheries                                  คณะประมง

4. Faculty of Humanities                              คณะมนุษยศาสตร์

5. Faculty of Forestry                                   คณะวนศาสตร์

6. Faculty of Science                                    คณะวิทยาศาสตร์

7. Faculty of Engineering                             คณะวิศวกรรมศาสตร์

8. Faculty of Social Science                         คณะสังคมศาสตร์

9. Faculty of Veterinary Medicine               คณะสัตวแพทยศาสตร์

10. Faculty of Education                              คณะศึกษาศาสตร์

11. Faculty of Economics                             คณะเศรษฐศาสตร์

12. Faculty of Agro-Industry                       คณะอุตสาหกรรมเกษตร

13. Faculty of Architecture                          คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

14. Faculty of Liberal Arts                           คณะศิลปศาสตร์

15. Faculty of Communication Arts             คณะนิเทศศาสตร์

16. Faculty of Medicine                                คณะแพทยศาสตร์

17. Faculty of Dentistry                                คณะทันตแพทยศาสตร์

18. Faculty of Medical Technology              คณะเทคนิคการแพทย์

 

    ชื่อวุฒิการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

1. Diploma     ระดับประกาศนียบัตร

2. Bachelor Degree   ระดับปริญญาตรี

3. Master Degree     ระดับปริญญาโท

4. Doctor Degree       ระดับปริญญาเอก


     เป็นยังไงบ้างคะ คำศัพท์ของเรายากไหมเอ่ย? เด็กๆลองท่องและเลือกคณะในฝันกันดูนะคะ


                                                                                    By me (English Teacher)






เทศกาลสอบ มาอีกแล้วววววว ช่วงนี้หลายโรงเรียนเริ่มมีการสอบปลายภาคกันบ้างแล้วนะคะ

และปัญหาที่ตามมาเสมอเลยก็คือ อ่านหนังสือไม่ทัน และความเครียด เราจึงมีเคล็ดไม่ลับมาบอกกล่าวกันนะคะ

1. ต้องตั้งใจในห้องเรียนตั้งแต่ก่อนสอบ ย้ำนะคะ!!! ตั้งแต่ก่อนสอบ!!!!

2. ใช้ปากกาเน้นข้อความหรือขีดเส้นใต้ในส่วนที่สำคัญของเรื่องนั้นๆ  ** โดยเฉพาะที่คุณครูหรืออาจารย์พูดถึงบ่อยๆ

แสดงว่าสำคัญมากกกกก!!!!

3. ถ้าไม่ขี้เกียจจนมากเกินไป เด็กๆควรอ่านหนังสือก่อน 1 รอบแล้วจดสรุปเนื้อหาที่สำคัญแบบสั้นไว้อ่านตอนใกล้สอบ จะดีมากค่ะ

4. ควรดูหัวข้อในหนังสือเรียนของตนเองล่วงหน้า เพื่อจะได้ไปสอบถามผู้รู้หรือหาข้อมูลจากที่อื่นเพิ่มเติม 

(ต้องขวนขวายกันสักหน่อยนะจ๊า)

5. “เพื่อน” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สำคัญไม่แพ้กัน เราสามารถสลับกันติวหนังสือให้กันก็ได้ค่ะ แต่ต้องเป็นเพื่อนที่

ไว้ใจในวิชานั้นๆได้ด้วยน๊า 55555!!!

*** 6. ข้อสุดท้ายที่สำคัญมากที่สุด นั่นก็คือ เราจะต้องงดใช้เครื่องมือสื่อสารหรือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าต่างๆ ในระหว่างช่วงอ่านหนังสือสอบนะคะ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเสียสมาธิเป็นอย่างมากค่ะ ^^

      ขอให้เด็กๆทุกคนโชคดีในการสอบปลายภาคนะจ๊า  !!!

                                                                        

                                                                          By me (English Teacher)

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าพูดถึงกระแสหนังไทยที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องนี้ "ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ" เป็นหนังรักคอมมาดี้อีกแนวหนึ่งของค่าย GTH ซึ่งเคยฮือฮามาแล้วจากเรื่อง "แอม ฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู๊" สำหรับในเรื่องฟรีแลนซ์นี้ นางเอกของเรื่องมีอาชีพเป็นคุณหมอ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการตกเทรนด์ พวกเราจึงขอเสนอคำศัพท์น่ารู้ที่เกี่ยวกับอาชีพของคุณหมอกันนะคะ เราจะมาเรียนรู้กันว่า คุณหมอมีรักษาโรคอะไรกันบ้างนะคะ 1. Dentist แปลว่า ทันตแพทย์ หรือ หมอรักษาฟัน 2. Veterinarian แปลว่า สัตวแพทย์ 3. Ophthalmologist แปลว่า จักษุแพทย์ หรือ หมอรักษาตา 4. Surgeon  แปลว่า ศัลยแพทย์ หรือ หมอผ่าตัด ศัลยกรรม 5. Internist แปลว่า อายุรแพทย์ หรือ หมอที่ตรวจโรคทั่วไป 6. Obstetrician แปลว่า สูติแพทย์ หรือ หมอทำคลอด ตรวจครรภ์ 7. Psychiatrist แปลว่า จิตแพทย์ หรือ หมอที่รักษาอาการทางจิต 8. Allergist แปลว่า แพทย์เกี่ยวกับการแพ้ต่างๆ 9. Dermatologist แปลว่า แพทย์โรคผิวหนัง 10. Anesthesiologist แปลว่า วิสัญญีแพทย์ หรือ หมอวางยาสลบ หวังว่าเด็กๆจะกลับไปท่องคำศัพท์เกี่ยวกับคุณหมอทั้ง 10 ประเภทนี้นะค๊าาา จะได้ไม่เอาท์ค่ะ! By me (English Teacher) Date : 6/9/2558

 

 topgeniusclub.com 
Call Center 086-3037969

 
เว็บสำเร็จรูป
×